เคียงจู เมืองพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง Museum without wall
เคียงจูเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ เทียบได้กับอยุธยาของไทย อยุธยาเป็นเมืองแห่งประวิติศาสตร์ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กรุงเทพ ที่เกาหลีก็มีเคียงจูเป็นเมืองที่รุ่งเรืองก่อนจะย้ายมาโซล เคียงจูอยู่ในยุคสมัยที่เฟืองฟูที่สุดของซิลลา ในเมืองก็เลยขุดเจอพวกของโบราณอยู่เยอะ
ที่เที่ยวในเคียงจู
1.อุทยานทูมูลี (TUMULI PARK) พิระมิดแห่งเกาหลี เป็นสุสานหลวงของอาณาจักรชิลลา ในช่วงก่อนมีการรวมประเทศในใจกลางเมืองเคียงจู ประกอบด้วยสุสาน 23 แห่งจากทั้งหมด 200 แห่งที่พบในเคียงจู ได้มีการขุดค้นสุสานชนมาชอง (สุสานม้าสวรรค์) ใน ค.ศ.1974 และพบทรัพย์สมบัติมีค่าถึง 10,000 ชิ้น
หนึ่งในของมีค่าเหล่านั้นคือ มงกุฎทองและเข็มขัดซึ่งปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเมืองเคียงจู นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมสุสานดังกล่าวเพื่อให้ได้เห็นลักษณะการก่อสร้างสุสานและการจัดวางทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ภายในสุสาน




ในฤดูหนาวอาจจะเป็นสีน้ำตาลและมีหิมะปกคลุมนะ มีรถม้าให้นั่งชม
2.หอดูดาวชมซงแด Cheomseongdae Observatory จัดเป็นหอคอยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังปรากฎให้เห็นจนทุกวันนี้ มีลักษณะเป็นรูปขวด สร้างด้วยหินในศตวรรษที่ 7 และเป็นที่ชื่นชมของนักโบราณคดีทั่วโลก เชื่อกันว่าทางเข้าหอคอยคือหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งหันไปทางใต้ตรงกลาง หอคอยและต้องใช้บันไดพาด

3.สระอันอั้บจิ Anapji Pond ในสมัยอาณาจักรชิลลา สระแห่งนี้เคยเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของพระราชวงศ์ ใน ค.ศ.1974 ได้มีการวิดน้ำออกจากสระ และได้ค้นพบหีบสมบัติซึ่งเต็มไปด้วยโบราณวัตถุจาออาณาจักรชิลลา ปัจจุบันนี้โบราณวัตถุดังกล่าวถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเมือง เคียงจู

4. พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเมืองเคียงจู เป็นสถานที่ที่ควรแก่การไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง เนื่องจากเต็มไปด้วยโบราณวัตถุต่าง ๆ จากอาณาจักรชิลลา ไม่ว่าจะเป็นมงกุฎทองคำที่งดงาม เครื่องปั้นดินเผา รูปปั้นทำจากหินและโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่เก็บรักษาระฆังแห่งพระเจ้าซงดกมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ หรือที่เรียกว่า “ระฆังเอมิลเล่” นับเป็นระฆังที่ใหญ่และมีเสียงดังกังวาลมากที่สุดใบหนึ่งในเอเชีย ระฆังนี้ทำจากทองสัมฤทธิ์หนัก 19 ตัน และมีความสูง 11 ฟุต นาที
ก็อบเค้ามา
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เคียงจู!!!!

![]()
ทำไมผมถึงตื่นเต้นขนาดนั้นรู้มั้ยครับ ป่าวหรอกไม่มีไรมาก แค่ประทับใจสถานที่แห่งนี้เป็นการส่วนตัวครับ
เพราะว่าที่นี่นอกจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงหม้อไหโอ่งถ้วยกะละมังโบราณตามสัญชาตญาณของพิพิธภัณฑ์แล้ว
มันยังทำให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เกาหลีแบบง่ายๆ เหมือนเรานั่งอ่านหนังสือนิทานซักเรื่องอ่ะครับ
แค่ 2 ชั่วโมงในพิพิธภัณฑ์ มันทำให้ผมรู้ที่มาที่ไป ของอาณาจักรต่างๆบนคาบสมุทรเกาหลี
ที่มีประวัติศาสตร์แบบเวิ่นเว้อมากมาย อาณาจักรนั้นไปตีอาณาจักรนี้ เจ้าหญิงอาณาจักรนี้ไปเป็นชู้กับเจ้าชายอาณาจักรนั้น
โอ๊ยยยย สนุกสนานร่าเริงกันไป ดูเป็นประวัติศาสตร์ที่ชนรุ่นหลังศึกษาแล้วมึน+ฮามากครับ

อย่างภาพนี้ เป็นตัวอย่างสิ่งของชิ้นสำคัญของอาณาจักรชิลลาที่ไม่ควรพลาดชมครับ
เอามาเรียงๆให้ดูว่าอันไหนเก่า อันไหนสร้างทีหลัง เมื่อสมัยไหน ปีไหน อะไรแบบนี้
เพื่อนๆเห็นรูประฆังใบนั้นมั้ยครับ ไอ้ลูกเขียวๆน่ะครับ เค้าบอกว่าเป็นระฆังที่มีเสียงเพราะที่สุดในโลก
ไอ้ผมก็อยากรู้จริงว่ามันเอาปรอทอะไรมาวัดความไพเราะของเสียงวะ
อยากจะเอามาวัดระฆังบ้านเรามั่ง เผื่อจะโม้ได้ว่า ระฆังที่เมืองไทยมีเสียงไพเราะเป็นอันดับ 2 ของโลก 555+

อันนี้เป็นแบบจำลองเมืองเคียงจูในสมัยนั้นครับ นอกจากนั้นยังมีแบบจำลองของพระราชวังบ้าง วัดบ้าง บ้านคนบ้าง
เอามาให้เราดูอีกด้วยครับ แต่สิ่งที่ผมอยากนำมานำเสนอมากๆ คืออันนี้ครับ

ดูแล้ว งง ล่ะสิครับ เกาหลีเค้าสร้างจตุคามตั้งแต่ 1,000 ปีที่แล้วรึเปล่า
ม่ายช่าย… มันคือที่ครอบมุมกระเบื้อหลังคาอ่ะครับ ไม่รู้จะเรียกยังไง ดูภาพเอาละกัน

นั่นแหละครับ มันคือตรงนั้นแหละ เหอๆ
ที่น่าสนใจคือมันไม่ใช่ว่า อยากจะติดเป็นรูปดอกนู้นดอกนี้ตามใจไม่ได้นะครับ
เพราะดอกเหล่านี้เนี่ย มันเป็นสัญลักษณ์ บอกถึงยุคสมัย หรือบอกว่าเจ้าของวังเป็นใคร
เพราะกษัตริย์เกาหลีสมัยก่อน แต่ละคนก็จะมี “ดอก” เป็นของตัวเองครับ 555+
บ้านใคร วังใคร ก็จะมีดอกที่แตกต่างกัน เวลาเราเดินผ่านวังเค้า เอ๊… วังนี้วังของใครนะ
เราก็ไปดูที่ “ดอก” ได้เลยครับ อิอิ (ออกดอกกันกระจาย)
5. วัดพูลกุกซา Bulguksa เป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดวัดหนึ่งในประเทศเกาหลี เนื่องจากแสดงถึงฝีมือของสถาปนิก สมัยชิลลาและความเชื่อในพุทธศาสนาในสมัยนั้นอย่างแท้จริง แต่เดิมเมื่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ.535 มีทั้งสิ่งก่อสร้างที่เป็นไม้และเป็นหิน แต่ปัจจุบันนี้คงเหลือแต่สะพานบันได และเจดีย์ที่ทำจากหิน ได้มีการบูรณะวัดนี้เมื่อ ค.ศ.752
6. ถ้ำซอกกูรัม (Seokguram Grotto) Seokuram เป็น Stone Temple of Korea ได้รับมรดกโลกจาก UNESCO ปีเดียวกับ Bulguksa ตั้งอยู่บนเขาด้านหนึ่งของภูเขาโตฮัมซาน เป็นหนึ่งในกุฏิอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งใช้เป็นที่พำนักและปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ สร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับวัดพูลกุกซา ในสมัยของอาณาจักรชิลลา พระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยความเชื่อว่า จะคอยปกป้องชาวเกาหลีให้รอดพ้นจากการรุกรานของต่างชาติ พระพักตร์หันออกไปทางทะเลตะวันออก สายพระเนตรทอดผ่านป่าเขาออกไปสู่ทะเลตะวันออกไปถึงขอบฟ้า โดยตามกำแพงรูปวงกลมที่ล้อมรอบองค์พระ มีภาพแกะสลักนูนขององค์พระอวโลกิเตศวร สาวกทั้งสิบ มันชุศรี สักการะเทวนัม อินทรา มหาพราหมณ์และสามันตะภัทร และส่วนที่อยู่สูงขึ้นไปในระดับสายตา ก็จะเจาะเป็นช่องกำแพงไว้ 10 ช่อง ในแต่ละช่องก็จะเป็นที่ตั้งบูชาพระโพธิสัตว์






























































































